วันนี้นัดเพื่อนๆในกลุ่มไปทำโครงงานคณิตศาสตร์ด้วยกันที่โรงเรียน พอไปถึงก็เปิดหนังสือ รวมถึงหาจาก Internet ด้วย แต่ก็ใช้เวลาไปหลายชั่วโมงเลยทีเดียวกว่าจะคิดหัวข้อที่จะทำออกเล่นเอามึนกันไปเลยทีเดียว แต่พอได้หัวข้อมาแล้วเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างจะดูง่ายขึ้น เราก็เริ่มกันคิดชื่อโครงงานและส่วนประกอบอื่นๆ จนในที่สุดก็สามารถร่างโครงงานคร่าวๆออกมาได้ รู้สึกดีใจเหมือนกัน แต่ก็เหลืออีกเยอะเลยที่ต้องทำอีก
และวันนี้ที่โรงเรียนก็มีคนเยอะแยะเลยเพราะเป็นช่วงกีฬาสี สีต่างๆกำลังซ้อมกันอย่างขมักเขม้น และพรุ่งนี้ก็เป็นวันแรกที่เริ่มการแข่งขันกีฬาสีอย่างเป็นทางการแล้ว คงสนุกสนานไม่น้อยเลยทีเดียว (แต่หลังกีฬาสีนี่สิมีงานต้องส่งเยอะแยะเลย)
วันอาทิตย์, สิงหาคม 24, 2551
วันเสาร์, สิงหาคม 23, 2551
[My Diary] ฟิสิกส์ (กล้องใหม่ของฟ้า)
สำหรับครั้งนี้ทางโครงการได้พาไปศึกษาในเรื่องของวิชาฟิสิกส์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏ เพชรบุรี (เช่นเดียวกับวิชาชีววิยาที่ผ่านมา) ซึ่งคราวนี้เป็นการเรียนแบบบรรยายพร้อมกับลงมือปฏิบัติด้วย เป็นการเรียนในเรื่องของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก ซึ่งแนะนำอุปกรณ์ใหม่ๆที่ข้าพเจ้าไม่รู้จัก คือ มัลติมิเตอร์ และ Oscillscope (เป็นเครื่องวัดสัญญาณไฟฟ้า) รวมถึงการต่อวงจรไฟฟ้าซึ่งเมื่อดูจากรูปแล้วดูยากมากๆ แต่เมื่อมีคุณครูคอยช่วยให้คำแนะนำและค่อยๆต่อไปทีละอย่างก็สามารถทำได้อย่างถูกต้อง การเรียนวันนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากมากเลยทีเดียว ข้าพเจ้าก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ก็ได้รับความรู้ไปมากเลยทีเดียว
และมีเพื่อนของข้าพเจ้าคนหนึ่ง(ฟ้า)รู้สึกว่าเขาจะได้กล้องใหม่มาวันนี้ทั้งวันเขาก็เลยเอาแต่ถ่ายรูป ถ่ายทุกๆท่า ทุกๆอย่างของเพื่อนๆ และตลอดทั้งการเรียน แม้แต่เวลาเพื่อนเผลอก็ถ่าย พอถ่ายได้ก็หัวเราะแล้วยังจะทำมาโชว์ให้เจ้าของรูปดูอีก ข้าพเจ้าก็คอยปิดบังกล้องไว้เหมือนกัน
ซึ่งการไปศึกษาเพิ่มเติมในครั้งนี้ก็มอบทั้งความรู้และความสนุกสนานให้กับข้าพเจ้ามากมาย ข้าพเจ้าขอขอบพระคูณคุณครูทุกๆท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย คราวต่อไปก็จะเป็นการในวิชาเคมี (โปรดติดตามต่อไป^^)
วันอังคาร, สิงหาคม 12, 2551
(My Diary) 12 ส.ค.51 วันแม่แห่งชาติ

ในที่สุดก็ถึงวันแม่แล้ว วันนี้ตื่นสาย(มากกว่าปกติ)ตื่นมาแม่ก็หลับแล้ว
พอช่วงกลางวันก็นอนดูโทรทัศน์กับแม่
เย็นๆหน่อยๆก็ไปช่วยแม่ในครัว หลังจากนั้นก็เปิด power point วันแม่ ให้แม่ดู ตื่นเต้นมากเลยแต่ดูเหมือนแม่ไม่ค่อยสนใจอะไรนัก(เพราะดูโทรทัศน์อยู่)พอจบก็ให้ดอกมะลิแม่แล้วก็กราบแม่ แม่ก็ให้คำสอนมา แล้วหอมแก้มกัน
ช่วงหัวค่ำก็ออกไปกินข้าวข้างนอกกันเพื่อฉลองวันแม่
สำหรับวันแม่ปีนี้หนูอยากให้แม่มีความสุขมากๆนะคะ รักแม่ทุกๆวันค่ะ
(Link) power point วันแม่ >>>> http://www.upchill.com/download.php?id=b82039a71abf0d952edd5d73f3858867
วันจันทร์, สิงหาคม 11, 2551
[My Diary] พรุ่งนี้เป็นวันแม่แล้ว
พรุ่งนี้เป็นวันแม่แล้ว ปกติตอนเด็กก็จะมีการ์ดให้แม่ แต่พอมามัธยมมไม่มีแล้ว รู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน แต่ปีนี้ได้มีโอกาสทำการ์ดแบบพิเศษให้แม่ โดยทำเป็น power point ก็ทำมาเรื่อยๆ ตอนแรกจะขอถ่ายรูปคู่กับแม่แต่ไม่มีเวลา เลยแต่งรูปเอง เวลาทำก็รู้สึกซึ้งๆไปด้วย พรุ่งนี้ก็ต้องเปิดให้แม่ดูแล้วรู้สึกตื่นเต้นมากเลย ไม่รู้ว่าแม่จะรู้สึกยังไงเหมือนกัน ตื่นเต้นๆ
วันอาทิตย์, สิงหาคม 10, 2551
[My Diary] มหกรรมงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2551
เนื่องจากเมื่อวานนี้(9 สิงหาคม 2551)
ทางโรงเรียนได้พานักเรียนจำนวนหนึ่ง ไปทัศนะศึกษาในงาน "มหกรรมงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2551" ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติไบเทค บางนา
ข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสเป็นหนึ่งในนั้นด้วย ซึ่งเราได้ออกเดินทางจากโรงเรียนเวลาประมาณ7โมงเช้า ด้วยรถถึง 8 คัน ข้าพเจ้านั่งอยู่บนรถคันที่ 8 เมื่อไปถึงที่หมาย คุณครูก็แจกสติ๊กเกอร์ซึ่งเป็นบัตรเข้างาน นัดเวลากับนักเรียนก่อนจะปล่อยตัวพวกเราให้เข้าไปในงาน
กลุ่มของข้าพเจ้าก็ไปหาที่นั่งทานข้าวกลางวันเพิ่มพลังก่อนที่จะเข้างาน ในงานมีการจัดนิทรรศการมากมาย ข้าพเจ้าและเพื่อนๆเลือกที่จะไปในส่วนของการทดลองวิทยาศาสตร์ แต่ก่อนจะถึงงานตรงนั้นพวกเราก็ผ่านตรงการจัดแสดงเกี่ยวกับหุ่นยนต์ ซึ่งตอนนั้นกำลังมีการแสดงของวงดนตรีที่แสดงจากนักแสดงที่เป็นหุ่นยนต์(ดังรูป) ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าชอบมากที่สุดในงาน แต่น่าเสียดายที่อัดวีดีโอมาแต่กลับไม่มีเสียเพราะกล้องที่เอาไปไม่สามารถบันทึกเสียงได้
หลังจากนั้นเราก็ได้ลงทะเบียนการทดลองวิทยาศาสตร์ไว้ 2 lab labที่1เป็นการใช้กล้องจุลทรรศน์และความรู้ในเรื่องของไฮดรา ส่วนlabที่2เป็นเรื่องเกี่ยวกับเลือด ข้าพเจ้าได้รับความรู้และความสนุกสนานจากทั้ง 2 lab
หลังจากนั้นก็เดินไปทางที่จัดนิทรรศการเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยต่างๆ และเดินออกไปดูในHall อื่นๆ ก็มีการจัดเกี่ยวกับ ภาวะโลกร้อน โลก อวกาศ ดาราศาสตร์ รวมถึงนิทรรศการเทิดพระเกียรติ์และอื่นๆอีกมากมาย
ด้วยเวลาที่จำกัดในช่วงท้ายข้าพเจ้าก็เร่งเดินมากขึ้นเพื่อให้ได้ดูทั้งงานก่อนที่เวลาจะหมดจึงไม่ได้เก็บรายละเอียดมากมายนัก ก่อนกลับก็มีการถ่ายรูปที่ระลึกไว้
การทัศนะศึกษาครั้งนี้ให้ทั้งความรู้และความสนุกสนานแก่ข้าพเจ้า ตัวข้าพเจ้าเองจึงคิดว่าหากมีโอกาสได้ไปอีกคงไปร่วมกิจกรรมนี้อีกแน่นอน
วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 07, 2551
งานวิชาภาษาไทย <ตำนานเมืองเพชร>

ตำนานของ “หลวงพ่อ (ทอง) เขาตะเครา”
ตำนานของ “หลวงพ่อ (ทอง) เขาตะเครา” แห่งแม่น้ำเพชรบุรี วัดเขาตะเครา อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี
กว่า 200 ปี มาแล้วที่พระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยองค์เล็ก ขนาดหน้าตักกว้างเพียง 21 นิ้ว ซึ่งลอยน้ำมาจากทางเหนือ (พร้อมพระพี่น้องอีก 4 องค์) ได้ขึ้นประดิษฐานอยู่ ณ วัดเขาตะเครา อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เป็นพระพุทธรูปองค์เดียวในจำนวน 5 องค์พี่น้อง ที่มีแผ่นทองคำเปลวปิดหุ้มอยู่หนามากจนแลไม่เห็นความงามตามพุทธลักษณะเดิม
ประวัติความเป็นมา
ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วในประวัติของหลวงพ่อบ้านแหลม ว่า ชาวบ้านแหลมซึ่งอยู่ปากอ่าวจังหวัดเพชรบุรี ได้พากันมาจับปลาในทะเล ขณะที่ลากอวนอยู่นั้นได้ลากพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยติดอวนขึ้นมาองค์หนึ่ง ในระหว่างทางกลับ ก็ได้พบพระพุทธรูปยืน (หลวงพ่อบ้านแหลม) ลอยปริ่มๆ น้ำอยู่ไม่ไกลนัก จึงอาราธนาขึ้นบนเรืออีกลำหนึ่ง แต่เกิดอาเพทฝนตกหนัก ลมพายุพัดจัด เรือลำที่พระพุทธรูปยืนประดิษฐานอยู่นั้น ทนคลื่นลมไม่ไหว จึงเอียงวูบไป พระพุทธรูปที่อยู่บนเรือจึงเคลื่อนตกจมหายไปในแม่น้ำ
ชาวบ้านแหลมพากันตกใจและเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ต่างช่วยกันดำน้ำค้นหาอยู่หลายวัน แต่ก็ไม่พบ จึงตกลงว่าไม่ค้นหากันต่อไปอีก จึงนำพระพุทธรูปองค์นั่งที่เหลืออยู่บนเรืออีกลำหนึ่งไปยังถิ่นของตน และนำพระพุทธรูปองค์นั้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดเขาตะเครา อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ตั้งแต่ พ.ศ.2302 เป็นต้นมา และเรียกขานกันว่าหลวงพ่อเขาตะเครา
ชื่อใหม่ของหลวงพ่อ
หลวงพ่อเขาตะเครา ได้รับการเรียกขานนามใหม่คือ “หลวงพ่อ (ทอง) เขาตะเครา” สาเหตุมาจากมีช่างภาพคนหนึ่งต้องการถ่ายภาพหลวงพ่อ แต่ความที่องค์หลวงพ่อมีทองปิดทับอยู่หนามากจนแลไม่เห็นพุทธลักษณะเดิม ช่างภาพคนนี้จึงไปแกะทองที่ตาหลวงพ่อออกโดยมิได้บอกล่าวและขออนุญาต หลังจากนั้นไม่กี่วันช่างภาพคนนี้ก็มีอาการหูตาบวมเป่ง จึงต้องมากราบขอขมาหลวงพ่อ อาการจึงหายไป
จากเหตุการณ์ดังกล่าว จึงไม่มีใครกล้าไปแตะต้องหลวงพ่อ จนกระทั่งทองปิดองค์ท่านทับถมกันมากขึ้นทุกวันๆ ชาวบ้านที่มานมัสการจึงเติมคำว่า “ทอง” ไปในการเรียกขาน จึงกลายมาเป็น “หลวงพ่อ (ทอง)เขาตะเครา”
พุทธลักษณะ
หลวงพ่อ (ทอง) เขาตะเครา เป็นพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัย สูง 29 นิ้ว หน้าตักกว้าง 21 นิ้ว แต่เนื่องจากทองที่ปิดองค์พระพุทธรูปนั้นหนามาก จนทำให้ไม่เห็นองค์เดิมว่าเป็นพระพุทธรูปหล่อหรือปูนปั้น แต่จากหลักฐานที่ “สุนทรภู่” กวีเอกของไทย ได้เขียนไว้ในนิราศเมืองเพชร คราวที่ได้ไปแวะไหว้หลวงพ่อ (ทอง) วัดเขาตะเครา ก็พอจะสันนิษฐานได้ว่า หลวงพ่อฯ เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยสัมฤทธิ์ ดังความว่า
“ไปครู่หนึ่งถึงเขาตะคริวสวาท
มีอาวาสวัดวามหาเถร
มะพร้าวรอบขอบที่บริเวณ
พอจวนเพลพักร้อนผ่อนสำราญ
กับหนูพัดจัดธูปเทียนดอกไม้
จะขึ้นไหว้พระสัมฤทธิ์อธิษฐาน
เขานับถือลืออยู่แต่บูราณ
ใครบนบานพระรับช่วยดับร้อน”
ความศักดิ์สิทธิ์
ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อนั้น เป็นที่โจษขานกันมาแต่โบราณ แม้กระทั่งตอนที่หลวงพ่อจะประทานทองที่องค์ท่านให้นั้น มีผู้เล่าว่า ได้เห็นไฟลุกท่วมองค์ท่านเป็นประกายรัศมีออกมา ทองที่หุ้มองค์ท่านค่อยๆ ไหลหลุดลอกออกบางส่วน ดูน่าอัศจรรย์ และเมื่อนำทองที่ไหลลอกมาไปชั่งน้ำหนัก ปรากฏว่าได้ถึง 9.9 กิโลกรัม ! ทำให้ได้แลเห็นพระพักตร์ชัดเจนขึ้นมาบ้าง ซึ่งก่อนหน้านั้นมีทองปิดหนามากจนองค์ท่านกลมทีเดียว !
นอกจากนั้นยังมีผู้เล่าว่า มีหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวบ้านแหลม ทำไร่ทำนาจนหมดเนื้อหมดตัว จึงคิดจะไปทำมาค้าขายทางใต้ ได้มาไหว้หลวงพ่อ (ทอง) เขาตะเครา อธิษฐานขอให้ช่วยค้าขายร่ำรวยแล้วจะกลับมาบวชชีแก้บน 15 วัน ปรากฏว่าหญิงคนนั้นค้าขายจนร่ำรวย แต่มิได้กลับมาแก้บนตามที่อธิษฐานไว้ ทำให้มีอาการป่วยหนัก จนกระทั่งผลสุดท้ายต้องกลับมาบวชชีที่วัดเขาตะเครา จึงหายป่วย
อีกเรื่องหนึ่งคือ มีเรือประมงลำหนึ่งถูกมรสุมอัปปางลง ลูกเรือ 11 คนเสียชีวิต รอดมาเพียง 2 คน เพราะมีพระกริ่งและแหวนจำลองของหลวงพ่อ (ทอง) เขาตะเครา ทั้งสองคนนี้จึงบนตัวบวชให้หลวงพ่อตั้งแต่นั้นมา และมีอยู่ครั้งหนึ่งขบวนทอดผ้าป่ามาทำบุญที่วัดเขาตะเครา ตอนกลับจากวัดเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำกลางทาง คนโดยสารทั้ง 70 กว่าคนเพียงแค่ฟกช้ำดำเขียวเท่านั้น และมีอยู่คนหนึ่งที่เช่าพระพุทธรูปจำลองหลวงพ่อฯ แล้วอุ้มองค์ท่านอยู่ คนนี้ไม่ได้รับอันตรายใดๆ แม้แต่นิดเดียว !
บนบานศาลกล่าว
การบนบานศาลกล่าวเพื่อขอพรหลวงพ่อให้ช่วยดลบันดาลในเรื่องราวต่างๆ นั้น มักจะสมปรารถนาเสมอ สุนทรภู่เองก็ทราบกิตติศัพท์นี้จึงได้อธิษฐานขอพรจากหลวงพ่อ ดังนี้
“ได้สรงน้ำชำระพระสัมฤทธิ์
ถวายธูปเทียนอุทิศพิษฐาน
ขอเดชะพระสัมฤทธิ์พิสดาร
ท่านเชี่ยวชาญเชิญช่วยด้วยสักครั้ง”
สิ่งที่ห้ามบนก็คือ ขอให้ไม่ถูกเกณฑ์ทหาร เช่นเดียวกับหลวงพ่อโสธรและหลวงพ่อบ้านแหลมนั่นเอง เพราะถ้าบนอย่างนี้ จะต้องเป็นทหารทุกราย !
ส่วนการแก้บนนั้น สิ่งของที่นิยมนำมาแก้บนที่ทำกันต่อๆ มานั้น ถ้าดูในสมัยก่อนจากคำอธิษฐานดังกล่าวของสุนทรภู่ ว่าถ้าสมหวังในเรื่องที่ขอไว้ สุนทรภู่จะถวายละคร พร้อมทั้งเทียนเงินทองและของเสวยตามที่มีผู้กระทำกันมา
“แม้นได้ของสองสิ่งเห็นจริงจัง
จะแต่งตั้งบายศรีมีละคร
ทั้งเทียนเงินเทียนทองของเสวย
เหมือนเขาเคยบูชาหน้าสิงขร”
จากคำบอกเล่าของผู้คนที่วัดเขาตะเคราบอกว่า การแก้บนก็แล้วแต่สิ่งของที่บนไว้ ซึ่งก็มีทั้งละคร ข่าวปลาอาหาร ประทัด เป็นต้น แต่หากต้องการให้ได้ผลสมปรารถนาเร็ว ต้องบนตัวบวช ไม่ว่าจะเป็นบวชพระ บวชเณร บวชชี บวชชีพราหมณ์ บวชเนกขัมมะ ผู้ที่บนตัวบวชนี้จะได้ผลสมหวังทุกราย
ทุกวันนี้หลวงพ่อ (ทอง) เขาตะเครา ยังคงเป็นที่พึ่งทางใจให้กับชาวเมืองเพชรและผู้คนมากมายที่เดินทางมากราบไหว้หรือแม้แต่ระลึกถึงท่านอยู่เสมอๆ
ที่มา : http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13542
วันอาทิตย์, สิงหาคม 03, 2551
[My Diary]จุลชีววิทยา กับ เหล่าเพื่อนๆ

เมื่อวานนี้(เสาร์ 2 ก.ค. 51)
ทางโครงการที่อยู่นั้นได้พาไปเรียนเพิ่มเติม ตอนจะไปก็ขี้เกียจอยู่เหมือนกันเพราะเป็นวันเสาร์เลยง่วงนอน พอไปถึงช่วงเช้าก็จะเป็นการบรรยายเกี่ยวกับจุลินทรีย์ พวกแบคทีเรียต่างๆ เอกสารเป็นภาษาอังกฤษทำให้เข้าใจยากอยู่เหมือนกัน เนื้อหาต่างๆก็ไม่เคยเรียนมาก่อนเลยมีงงอยู่บ้าง
ส่วนช่วงบ่ายจะเป็นการปฏิบัติ ทำให้รู้เรื่องมากขึ้นเพราะลงมือทำเอง มีทั้งให้ทำอาหารของแบคทีเรีย วิธีแยกพวก แบคทีเรีย รา ยีสต์ต่างๆ และการใช้ก้องส่องดูแบคทีเรีย เป็นสิ่งที่สนุกสนานเลยทีเดียว เพราะไม่เคยเห็นเลยทำมาก่อน จึงขอขอบคุณคุณครูทุกๆท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย
ส่วนในขากลับดูจะสนุกสนานกว่าขามา เพราะรถที่นั่งมาเครื่องก็ค่อนข้างแรง จนทำให้กล่องที่วางอยู่ท้ายรถตกลงไปกลางถนน(กลางถนนจริงๆนะ)เพื่อนที่เห็นก็พากันส่งเสียงกันลั่นรถ ส่วนเราเองก็หันไปกดกริ่งบนรถ(ไม่รู้มีใครกดอีกหรือเปล่าเพราะกริ่งมีหลายอัน)พอรถหยุดเพื่อนผู้ชายคนเดียวบนรถก็รีบลงไปเก็บมาทันที เพื่อนๆบนรถจึงพากันปรบมือให้กับความเป็นสุภาพบุรุษ หลังจากนั้นเพื่อนๆก็ปล่อยมุขออกมาเรื่อยๆ ทำให้เพื่อนหัวเราะออกมา สนุกสนานเฮฮากันทั้งรถเลยทีเดียว ทำเอาเราเองหัวเราะกันน้ำตาไหลเลย
มีเพื่อนพูดออกมาว่า "ตอนแรกก็ไม่คิดว่าห้องพวกเราจะเป็นแบบนี้ สงสัยเก็บกดกันมา"
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

